29 June 2010

ทำความดี เพื่ออะไร

การทำความดี เพื่อให้ความดีเกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ใช่ทำความดีเพื่อให้คนอื่นว่าเราเป็นคนดี เป็นต้นว่า เราทำความดีคนอื่นจะว่าเราเป็นคนชั่วก็ไม่ได้ ถ้าเราทำความชั่วคนอื่นว่าเราเป็นคนดี เราก็เป็นคนดีไม่ได้ เช่นเดียวกัน เราจะเป็นคนดีได้ก็ต่อเมื่อ คิดดี พูดดี ทำดี เท่านั้น
คิดดี การที่เราคิดจะบริจาคทรัพย์สินเงินทอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก เรา คิดจะนำศีลมารักษากาย วาจา หรือคิดจะเจริญสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ซึ่งความคิดเช่นนี้ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ทำให้เกิดความสบายใจ ถือว่าเป็น ความคิดที่ดี

พูดดี ถ้าเราพูดแนะนำชักชวนให้ผู้อื่น ละชั่วประพฤติดี เช่นแนะนำให้บริจาคทรัพย์สินเงินทอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก ชักชวนให้นำศีลมารักษากาย วาจา ให้สะอาดปราศจากความชั่ว ชักชวนให้เจริญสมาธิกรรมฐานเพื่อให้จิตสงบ ซึ่งคำพูดเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ถือได้ว่าเป็น การพูดดี

ทำดี การทำความดีทางกาย เช่นนำจตุปัจจัยไทยทาน ถวายแด่พระภิกษุ สามเณร หรือนำทรัพย์สินเงินทองบริจาคแก่ผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ ยากจน การไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรมนำศีลมารักษากาย วาจา นำกายไปเจริญสมาธิกรรมฐาน หรือนำกายไปช่วยเหลือสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ถือว่าเป็นการทำความดีทางกาย วาจา ใจ เพื่อให้ตัวเราเป็นคนดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวมาแล้ว เรียกว่า คิดดี พูดดี ทำดี แม้คนอื่นจะว่าเราเป็นคนชั่ว เราก็เป็นคนชั่วไม่ได้

เพราะฉะนั้น การทำความดีเพื่อ ให้เราเป็นคนดี เราจะชั่วหรือจะดีขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวาจาของผู้อื่น ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนไว้ว่า ไม่ให้ยึดติดในคำสรรเสริญ หรือนินทา ให้เชื่อด้วยเหตุด้วยผล ...บทความอื่นๆ...

28 June 2010

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือ

ทำดีได้ดี การ ทำความดี หมายถึงการกระทำที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง ถูกต้องตามจารีตประเพณี เช่นกรณีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ครู นักปกครอง และพระสงฆ์ เป็นต้น ต้องปฏิบัติในหน้าที่ของตน ตามที่ได้รับมอบหมาย อยู่ในระเบียบวินัย จรรยา บรรณของข้าราชการฝ่ายนั้น ๆ มีความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานของจิต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตามครรลองคลองธรรม กฎหมายบ้านเมือง จารีตประเพณี เช่นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นข้าราชการดีเด่น คือผู้ที่ได้ทำความดีในหน้าที่ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตคดโกง มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม บริการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชน ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัย และครรลองคลองธรรม รักษาจารีตประเพณีไว้เป็นอย่างดี จึงได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นคนดีของสังคม...อ่านต่อ...

26 June 2010

การใช้ Subversion กับ eclipse-galileo ด้วย google code (step-by-step)

Subversion คืออะไร
Subversion คือ การควบคุมเวอร์ชัน ในที่นี้ก็คือจะใช้กับ source code ของเราที่เอาไปฝากไว้บน server ของ Subversion ผู้ที่ให้บริการ svn server ก็มีอยู่หลายเจ้า เช่น GoogleCode เป็นต้น ...เพิ่มเติม...
สำหรับ Delveloper หรือนักพัฒนาโปรแกรมที่เป็นทีม แล้วอยู่คนละที่ทำงานใน code เดียวกันจะสะดวกมากๆครับ
การใช้งาน svn ก็มีหลายแบบ ใช้แบบ svn command หรือใช้ร่วมกับโปรแกรม เช่น eclipse, net bean , Visual Studio, โปรแกรมเหล่านี้ได้ทำให้เราสะดวกขึ้นมาก จะขอกล่าวถึงข้อดีคร่าวๆดังนี้

  • ข้อดี
  1. เปรียบเทียบความแตกต่างของ code
  2. Reversion กลับได้
  3. หลายคนใช้ code ในเวลาเดียวกันได้
  4. และอื่นๆอีกมากมาย

  • การติดตั้ง Subversion ใน windows
การที่จะใช้งานเราก็ต้องติดตั้ง subversion client ในเครื่องจึงจะสามารถใช้งานได้ ในการแนะนำการใช้งานครั้งนี้จะติดตั้งบน windows ดูกันต่อเลย..

เมื่อ Download มาแล้วก็ติดตั้งเลย กด next อย่างเดียว.
เราสามารถใช้เป็นแบบ command-line ได้ด้วยนะครับ

  • การติดตั้ง eclipse-galileo เพื่อใช้งาน subversion
ในตัวอย่างนี้จะใช้ eclipse-galileo ก่อนจะใช้งาน eclipse ต้องติดตั้ง JDK ก่อนนะครับ
...Download JDK...
...Download eclipse-galileo(sdk-3.5.2-win32.zip )...

ติดตั้งเสร็จแล้ว
  • วิธีที่ทำให้ eclipse-galileo ใช้งาน SVN ได้
  1. eclipse > Help > Install New Software..
  2. ในช่อง work with : ให้เลือก site ของ Galileo จากนั้นรอซักครู่จะมีให้เลือกติดตั้ง
  3. เลือก Collaboration >เลือก SVN ทั้ง 2 Integratik,Team

  4. เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว เจ้า eclipse มันจะให้ติดตั้ง SVN Connector ก็เลือก Version ให้ตรงกับ svn client ที่ได้ Download มา
  5. ติดตั้งเสร็จเรียบร้อย


  • การใช้ subversion บริการของ Google Code
ในที่นี้เราจะใช้บริการของ Google ที่มีชื่อว่า Project Hosting ก่อนอื่นก็สมัคร Account ของ google ก่อนนะครับ เพื่อสามารถใช้งาน Project Hosting ของ google ได้ ...Create Account...

เมื่อเราสมัครเสร็จแล้วก็สร้างโปรเจคกันเลยครับ


Project name:
Project summary:Project description: Version control system: Subversion (เลือก)
Source code license: มีหลายแบบเราอยากให้ code ของเราเป็น public หรือไม่อย่างไร ก็เลือกเลยครับ
Project labels:คำที่เกี่ยวข้องกับโปรเจคเรา เช่น java, sql, c++,python เป็นต้น

ทั้งหมดที่ทำไปนี้เป็นการเตรียมการที่จะใช้ subversion บน windows กับโปรแกรม eclipse-galileo และบริการ project hosting ของ google code


  • วิธีการสร้างโปรเจค elipse-galileo ที่ใช้ subversion และบริการของ google



    1. เปิด elipse
    2. เลือก File > new > project..
    3. เลือก project from SVN
    4. เลือก Create a new repository location
    5. ในช่อง URL: ให้ไป copy url จากตรงนี้มา

      ในช่อง username ให้ใส่ Account ของ google
      *แต่ช่อง password ให้ไปเอามาจากตรงนี้ เค้าจะ generate password ให้แบบนี้...




      click ตาม link เข้าไป


    6. มันจะถามว่าให้ตัดส่วนท้ายของ url ไหม ตอบ No

    7. จากนั้นมันจะโหลด จะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมาเกี่ยวกับ Certificate ก็ตอบ Trust ไป
      รอซักครู่จะมีหน้าต่าง ก็เลือกวันที่ แล้วกด Finish เป็นอันเสร็จ

    8. Check out as... ให้เลือก
      check out as a project with the name specified
      ก็ใส่ชื่อ folder เองเลย... จากนั้นกด Finish เป็นอันเสร็จพิธี.
    เราก็ได้โปรเจคของเราแล้ว โอ้วโห...


    *อันนี้จะได้โปรเจคเปล่าๆเลยนะครับ ต้องไป Add builder, JRE อะไรพวกนี้เองนะครับ



อีกวิธีเป็นการสร้างโปรเจค eclipse ธรรมดาก่อน เช่น เราจะเขียน JAVA ก็สร้างขึ้นมา มันจะมี Builder,JRE อะไรทำนองนี้ให้ในตัวโปรเจคเลย ไม่ต้องยุ่งยาก จากนั้นเราจะใช้ SVN Command ในการ เอาโปรเจคของเราขึ้นไปไว้บน google code แล้วค่อย ใช้ eclipse ในการ CheckOut(โหลด project ลงเครื่อง,เปิด) มาดูกันต่อเลย...

  1. ขั้นตอนแรกก็ให้สร้างโปรเจคธรรมดา เช่น Java project.
    สร้างไฟล์ code เราอะไรก็ สร้างไปเลยเต็มที่
  2. จากนั้น save ให้เรียบร้อย แล้วเปิด terminal หรือ cmd
    จะใช้คำสั้ง svn import เพื่อเอาไปทั้ง folder เลย มาดู help ของคำสั่งกัน

    รูปแบบการใช้ : import [path] URL -m [message]
    ใส่ -m เพื่อเป็นการบอกว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรกับไฟล์ เช่น -m"upload project to google"

    เราก็ใส่ path แล้วก็ url ไป
    มันจะให้ใส่ password ของเครื่องเรา ถ้าไม่ได้กำหนดไว้ก็กดผ่านไปเลย
    จากนั้นจะให้ใส่
    username : [Acount google]
    password: [generate google password]

    password ที่มัน gen ให้นะครับ เคยอธิบายไว้แล้วที่ด้านบน
  3. เสร็จแล้วจะได้แบบนี้




    มันจะเอาไปทั้ง folder เราเลยแล้วก็จะ commit(บันทึก) ให้เรียบร้อย
  4. จากนั้นใช้ eclipse ในการ checkOut ไฟล์ลงมาที่โปรแกรม พูดง่ายๆก็คือ เปิดโปรเจคจาก SVN นั่นแหละ

    ก็ทำเหมือนเดิม
    เลือก File > new > project..
    เลือก project from SVN
    เลือกได้เลย เพราะเราสร้าง repository ไว้แล้วจากข้างบน
    กด next ไปจะได้ แบบนี้




    กด Finish ก็เรียบร้อย
เราก็จะได้โปรเจคที่เปิดมาจาก SVN แล้ว


Java Look And Feel(SystemLookAndFeel,theme)

สวัสที่ท่านผู้อ่านนะครับ พอดีผมเขียนโปรแกรมแล้วประสบปัญหาการปรับแต่งหน้าตาใน Java App SE
แล้วหาข้อมูลยากมากๆ ก็เลยคิดว่านำมาแบ่งปันให้จะเป็นการดี
  • ปกติแล้วเวลาที่เราเขียนโปรแกรมหน้าตาของมัน จะเรียกใช้มาจากตัว Library ของ java
    จะเป็นประมานนี้...
    แล้วจะเปลี่ยนหน้าตาโปรแกรมให้เหมือนกับ หน้าตาโปรแกรมที่เราใช้ยังไง เช่น เรา
    ใช้window 7 หรือกับ OS อื่นๆ โดยให้เปลี่ยน Theme ไปตาม OS นั้นๆ
    ก็ให้เพิ่มคำสั่งตามนี้เลย...

    try {
    //อันนี้เรียกใช้จาก Library ของ java โดย Default //UIManager.setLookAndFeel(UIManager.getCrossPlatformLookAndFeelClassName());
    
    //อันนี้เป็นของแถมมากับเจ้า Library ของ java เช่นกัน
    //UIManager.setLookAndFeel("com.sun.java.swing.plaf.motif.MotifLookAndFeel");
    
    //อันนี้เป็น theme ของระบบ
    UIManager.setLookAndFeel(UIManager.getSystemLookAndFeelClassName());
    } catch (Exception e)  { }
    

    ให้ใส่ก่อนการ สร้าง Frame นะครับพี่น้อง
...ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Java Tutorial...

10 May 2010

เครียดๆๆๆ

เส้นตายขยับเข้ามาทุกที ขณะที่ผมยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ โอ้แม่เจ้า!

06 May 2010

ความคืบหน้าของงาน

ดาวโหลดแผนงานได้ที่นี่
ภาพโดยรวมของงานทั้งหมด ตอนนี้ควรจะถึงขั้นตอนการวิเคราะห์แล้ว แต่มันไม่เป็นไปตามแผนงานครับ ผมคิดว่าปัญหามาจาก เรื่องที่ต้องศึกษามีเยอะ แม้จะแบ่งกันแล้วมันก็ยังเยอะ เป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเราและมีเวลาน้อยมากครับ

อีกปัญหาครับ..การอ่านหนังสือที่เป็น e-book หรือ การอ่านหนังสือเรียนจากจอคอมพิวเตอร์ แน่นอนครับเป็นเรื่องที่ผมหรือเพื่อนไม่คุ้นเคย เพราะการเรียนส่วนมากอ่านจากกระดาษมาจนชิน แต่ผมก็คิดครับว่า นี่เป็นการฝึกงาน เราต้องฝึกหลายๆอย่างที่เราไม่เคยทำมาก่อน ผมก็พยายามให้มีสมาธิกับการอ่านจากจอคอมพิวเตอร์มันก็ค่อนข้างยากครับ ที่จะไม่แว้บไปเปิดเว็บอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังศึกษา แต่ถ้ามีงานทำเป็นชิ้นเป็นอันผมก็มีสมาธิกับมันดีครับ อย่างเช่น ตอนที่มอบหมายงานแก้ Report บางส่วนก็ตั้งใจทำอย่างมีสมาธิครับ

ความคืบหน้าของงาน ตอนนี้...
นก ก็พอเข้าใจ plugin มากขึ้นและกำลังออกแบบหน้าตา twitterได้บ้างแล้ว
เบน เข้าใจ ajack,javascript,sql มากขึ้น ตอนนี้อยู่ในช่วงศึกษาอยู่ครับ
ผม ก็พอมีความรู้เรื่อง xml,rss,atom,json เท่าหางอึ่งครับ >..< กำลังอยู่ในช่วงศึกษาเหมือนกันครับ
ผมเป็นคนบริหารไม่ได้เรื่องครับ มีหลายอย่างที่ควรทำแต่ไม่ทำ เช่น ไม่ติดตามถามงาน ไม่ค่อยพูดคุยกับทีมเท่าไหร่ เรื่องงานก็รู้สึกท้อเหมือนกันครับ แต่ก็จะพยายามต่อไปครับ
แผนงานสำหรับอาทิตย์หน้า คงจะรวมการวิเคราะห์และออกแบบเข้าด้วยกันเลยครับ

ก่อนจบการฝึกงาน ตัวผมและเพื่อนๆพี่ๆหวัง ก็คงจะหวังสิ่งเดียวกันคืออยากเห็นงานออกมาสำเสร็จเสร็จตามเวลาที่กำหนดและบรรลุวัตถุประสงค์ที่พี่ๆได้คาดหวังไว้
-----------------------------------------------------------------
เหมือนจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมง ที่ลิบหรี่เหลือเกิน

04 May 2010

รู้จักกับ Java Script ?

JavaScript

หน้าเว็บเพจที่สร้างด้วยภาษา HTML/XHTML เพียงอย่างเดียว จะทำได้แค่เพียงจัดรูปแบบการแสดงผลให้สวยงาม แต่ไม่สามารถสร้างลูกเล่นต่างๆ ได้ เราจึงต้องอาศัย JavaScript เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับเว็บเพจ ^^

JavaScript เป็นภาษา script ที่ใช้งานบนเว็บเพจต่างๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้เว็บเพจสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ดีขึ้น มักใช้ JavaScript เขียนเป็นฟังก์ชั่นสำหรับใช้งานต่างๆ เช่น ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแบบฟอร์ม, ตรวจสอบชนิดและรุ่นของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์, สร้างไฟล์ cookie, สร้างลูกเล่นต่างๆ เช่น ปฏิทิน, หิมะตก เป็นต้น

JavaScript เป็นภาษาประเภท Interpreted Language ไม่ต้องมีการ compile ก่อน กล่าวคือ คอมพิวเตอร์จะแปลและทำงานตามคำสั่งแบบทีละบรรทัด

JavaScript เป็น Client-side Script ซึ่งจะประมวลผลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยใช้โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ เช่น IE (version 3 ขึ้นไป), Netscape (version 2 ขึ้นไป), Firefox ซึ่งสนับสนุนการทำงานของ JavaScript ดีอยู่แล้ว การที่ JavaScript ไม่ได้ถูกประมวลผลบนเครื่อง Web Server จะช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของ server และทำงานได้รวดเร็ว

JavaScript ไม่ใช่ภาษา Java แต่อย่างใด Java เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาโดย Sun Microsystems เป็นภาษาประเภท programming สำหรับเขียนโปรแกรมที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP : Object-Oriented Programming) คล้ายกับภาษา C, C++

การใช้งานภาษา JavaScript ควรมีความรู้พื้นฐานในเรื่อง HTML/XHTML มาก่อน เพราะการใช้งาน JavaScript โดยทั่วๆ ไป จะเขียน code คำสั่งต่างๆ แทรกลงไปใน code ของ HTML

03 May 2010

รู้จักกับ JSON ?

JSON: JavaScript object notation เป็นฟอร์แมตสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลคอมพิวเตอร์ ฟอร์แมต JSON นั้นอยู่ในรูปข้อความธรรมดา (plain text) ที่ทั้งมนุษย์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถอ่านเข้าใจได้

ปัจจุบัน JSON นิยมใช้ในเว็บแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะ AJAX โดย JSON เป็นฟอร์แมตทางเลือกในการส่งข้อมูล นอกเหนือไปจาก XML ซึ่งนิยมใช้กันอยู่แต่เดิม สาเหตุที่ JSON เริ่มได้รับความนิยมเป็นเพราะกระชับและเข้าใจง่ายกว่า XML

JSON นั้นใช้ syntax ของภาษาจาวาสคริปต์ แต่ไม่ถูกมองว่าเป็นภาษาโปรแกรม กลับถูกมองว่าเป็นภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลมากกว่า ในปัจจุบันมีไลบรารีของภาษาโปรแกรมอื่นๆ ที่ใช้ประมวลผลข้อมูลในรูปแบบ JSON มากมาย

โค้ดตัวอย่างของ JSON เป็นดังนี้




นี่ละครับที่เขาเรียกกันว่า JSON ไม่มีอะไรเลยนอกจากรูปแบบของข้อมูล..

30 April 2010

รู้จักกับ ATOM ?

Atomถือกำเนิดขึ้นโดยเริ่มจาก กลุ่มผู้พัฒนาเว็บบล็อก (Blog) ได้ร่วมมือกันสร้าง API (Application Programming Interface) ขึ้นมาในปี 2003 เพื่อช่วยในการสร้าง
Blog Server ภายใต้พื้นฐานของโปรโตคอล HTTP และโครงสร้าง XML โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน XML มาช่วยในการออกแบบ โดยในปี 2005 ทาง IETF ได้ประกาศให้ Atom เป็นมาตรฐานของอินเทอร์เน็ตที่รู้จักกันในชื่ออย่างเป็นทางการว่า
RFC-4287 Atom Syndication Format และหนึ่งใน Web Blog ชื่อดังอย่าง Blogger.com ได้ใช้ Atom ในการรับส่งข้อมูล Feed เนื้อหาต่างๆ ของ Blog ทั้งหมด โดยไม่มีการใช้
RSS เลย

Atom ได้กำหนดความหมายการบรรยายข้อมูลของตัวเองไว้อย่างเป็นโครงสร้างเพื่อเป็น ประโยชน์ในการบรรยายความหมายของข้อมูล โดยเฉพาะวันเวลา ข้อความ และการแสดงข้อมูลตัวบุคคล

ไม่ว่าข้อมูล Feed จะเป็นแบบ RSS Feed หรือ Atom Feed ก็ล้วนแล้วแต่พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ XML ด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันที่การกำหนดรูปแบบโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลเนื้อหาว่ากำหนดกัน อย่างไร
ซึ่งโดยหลักการแล้วยังคงมีลักษณะเด่นคือสามารถป้อนข้อมูลไปยังผู้ ใช้บริการโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีการเรียกขอซ้ำเมื่อตัวข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้ใช้บริการ
Feed ได้รับข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ

29 April 2010

รู้จักกับ RSS ?

RSS ย่อมาจาก “Really Simple Syndication” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า “การกระจายข่าวสารอย่างง่ายๆ” ซึ่ง RSS มีวิธีการกระจายข่าวสารโดยกำหนดให้ผู้ที่ต้องการจะกระจายข่าวสารทำการสร้าง RSS Feed ซึ่งเป็นไฟล์ที่อยู่ในรูปแบบของ XML ขึ้นมาไว้บนเซิร์ฟเวอร์ และนำลิงค์ของไฟล์นั้นแจกจ่ายให้กับผู้ที่ต้องการติดตามข่าวสารจากผู้กระจาย ข่าวสาร ขั้นตอนถัดมาผู้ที่ต้องการจะติดตามข่าวสารจะต้องทำการสมัครหรือลงทะเบียนกับ RSS Feed นั้นๆ โดยใช้ RSS Reader ซึ่ง RSS Reader นี้จะเป็นตัวดึงข่าวสารจากต้นทางหรือผู้กระจายข่าวสารแล้วส่งไปยังปลายทาง หรือผู้ติดตามข่าวสารเป็นระยะๆ โดยที่ผู้ติดตามข่าวสารไม่จำเป็นจะต้องทำการตรวจสอบจากหน้าเว็บไซต์ด้วย ตนเองเพียงเพื่อต้องการจะทราบว่ามีข้อมูลใหม่ๆหรือข่าวสารใหม่ๆหรือไม่

การที่จะให้มันทำงานได้นะครับ ตัวมันต้องอยู่ใน tag ของ XML นะครับ
ตัวอย่าง
ข้อดีของ RSS
RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์ โดยเฉพาะกรณีการละเมิด ลิขสิทธิ์ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อ ต้องการเพิ่มข่าว โดย RSS จะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลในเว็บไซต์เป็น ศูนย์กลางมากขึ้น

จุดเด่นของ RSS คือ ผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อดูว่ามีข้อมูล อัพเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัพเดท ไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัพเดทใหม่บนเว็บไซต์ ไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับข่าวสารอัพเดทใหม่ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและ ฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์

งมหอยในกะละมังน้ำขุ่น..