12 March 2011

โปรเจคเสร็จแล้ว

ชื่อโปรเจค : โปรแกรมสร้างฐานข้อมูลด้วยแผนผัง

ภาษาที่ใช้ : Java
Design Pattern : MVC

ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

รายละเอียดและข้อมูลทุกอย่างของโปรเจค ตามลิ้งด้านล่าง...

ใกล้แล้วสินะ...

ใกล้เรียนจบแล้ว รอจับทหาร ถ้าไม่ติดทหาร
ผมจะมอบกายถวายชีวิต ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นให้จงได้ เป็นตายไม่สำคัญ
คนที่ไม่มอบกายถวายชีวิต อยู่ไปก็ตายเหมือนกัน
มาทำตรงนี้ดีกว่ามีคุณค่าที่สุด
ดำเนินรอยตามพระอริยทั้งหลาย
ไปให้ถึงจุดหมายที่นั้นไม่มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
สู่ที่ๆไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดกาลนาน... _/||\_

08 February 2011

บันทึกสิ่งที่เราควรแก้ไข ครั้งที่ 1

จดบันทึกเรื่องที่ยายสอน...แก้ไขให้คิดดี พูดดี ทำดี

1. แก้ผูกความไม่พอใจ ความรำคาญ
  • ด้วยการคิดถึงแต่เรื่องที่ดีของผู้นั้นอยู่เนืองๆ แทนที่ความคิดถึงเรื่องที่ไม่ดีของผู้นั้น
  • เข้าใจในความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ถูกกิเลสครอบงำ ที่ยังโง่อยู่
2. เรื่องการพูดไม่คิด
  • เราต้องพยายาม ตั้งใจที่จะมีสติ และใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อนที่จะพูดออกไป ว่ามีเหตุมีผลดีไหม ถ้าดีค่อยปล่อยออกไป
  • นำธรรมของสัตบุรุษมาประจำจิตให้ได้>> รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชน รู้บุคคล
เราต้องมีความตั้งใจมั่น สู้ๆ สิ่งเลวร้ายทั้งหลายจะสูญไปได้ด้วยการ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ ผู้บริสุทธิ์....อย่างแน่นอน

05 January 2011

JAVA : How to scroll the horizontal scrollbar by (shift + mouse wheel)

วิธี scroll horizontal scrollbar ด้วยการ กด shift + mouse wheel

// create mouse wheel listener and implement follow below...
@Override
public void mouseWheelMoved(MouseWheelEvent e) {
if ((e.getModifiers() & java.awt.event.InputEvent.SHIFT_MASK)
== java.awt.event.InputEvent.SHIFT_MASK) {
if (scrollPane.getHorizontalScrollBar().isShowing()) {
JViewport viewport = scrollPane.getViewport();
Point viewPosition = viewport.getViewPosition();
if (e.getWheelRotation() < 0) { // wheel up -
viewPosition.x -= scrollPane.getHorizontalScrollBar()
.getBlockIncrement() * 15; // adjust up to you!
} else { // wheel down +
viewPosition.x += scrollPane.getHorizontalScrollBar()
.getBlockIncrement() * 15; // adjust up to you!
}
// X axis only
if (viewPosition.x > viewport.getView().getWidth() - viewport.getWidth()) {
viewPosition.x = viewport.getView().getWidth() - viewport.getWidth();
}
if (viewPosition.x < 0) {
viewPosition.x = 0;
}
viewport.setViewPosition(viewPosition);
}
} else { // dispatchEvent of scrollpane
scrollPane.dispatchEvent(e); // scroll vertical normaly...
}
}

20 November 2010

ไฟล์หนังสือ ป.เจริญธรรม

เป็นไฟล์ microsoft word สามารถอ่านเอง หรือนำไปพิมพ์เป็นเล่มได้
ขนาด 80mb
แตกไฟล์ด้วยโปรแกรม winrar, winzip นะครับ

07 October 2010

สิ่งที่มนุษย์ทนไม่ได้

สิ่งที่มนุษย์ทนไม่ได้ ก็คือ ทนที่จะสวนทางกับความคิด ความต้องการของตัวเองไม่ได้(ทนที่กิเลสใช้ให้คิด พูด ทำ ไม่ได้)

เช่น
ความยินดีพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

ความพอใจในรูป กลิ่น เสียง สัมภัส : ชายพอใจในหญิง หญิงพอใจในชาย เกิดราคะ ความต้องการ แม้รู้ว่าผิดประเภณีอันดีงาม ก็ทำการชิงสุกก่อนห่ามกัน ทนต่อรูปที่งามไม่ได้ ทนต่อกลิ่นน้ำหอม ทนต่อกลิ่นเรือนร่างไม่ได้ ทนต่อเสียงที่(อิไต้ อิไต้)ไม่ได้(อันนี้คงรู้กัน)
ทนต่อสัมผัส(การเสพกาม)ที่เย้ายวนใจไม่ได้ ก็คือทนสวนทางกับความคิดกับความต้องการของตนไม่ได้

ความพอใจในรส : ได้กินอาหารที่รสชาติดี ก็เกิดความติดใจ กินเข้าไปจนเกิดโทษ(อิ่มเกิน, อ้วน, กินไร้สาระ, กินเล่น) เพราะ ทนต่อรสอาหารไม่ได้
ทนต่อความอร่อยของอาหารไม่ได้ ก็คือทนสวนทางกับความคิดกับความต้องการของตนไม่ได้

อยากได้ iPhone ทั้งที่มีมือถืออยู่แล้ว เห็นคนเค้ามีกันก็อยากมีบ้าง ก็ไปซื้อมาจนได้ นี่ก็ทนสวนทางกับความคิดกับความต้องการของตนไม่ได้

เรื่องของความโกรธ(ความไม่พอใจ) พอเค้าด่าเค้าว่า ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ อับอายขายหน้า ก็ทนไม่ได้ ทนเจ็บใจไม่ได้ ทนเสียใจไม่ได้ ต้องตอบโต้กลับไปอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือแสดงอาการออกมา(เช่น ร้องให้, ด่าตอบ, ชกต่อย, ฆ่ากัน) เป็นต้น

แล้วถ้าทนไม่ได้แล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดประโยชน์ เกิดโทษอย่างไร ?
แล้วต้องทำยังไงให้ทนต่อกิเลสที่ใช้ให้เรา คิด พูด ทำ ได้ ?
แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรกับการรู้เรื่องนี้ ?
ทิ้งไว้เป็นคำถามให้แสดงความเห็นนะครับ ผมอยากจะรู้ความคิดของคุณ อิอิ

04 October 2010

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวจริงหรือ

กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นนายของจิต

จิตเป็นนามธรรม มีหน้าที่คิดตามอำนาจของกิเลสหรือปัญญา ตัวอย่างเช่น

ขณะที่ กิเลสความโลภ ครอบงำจิต จิตก็จะคิดอยากได้สิ่งต่าง ๆ เช่น อยากได้ทรัพย์สมบัติ อยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น ความโลภก็จะสั่งให้จิตคิดหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งนั้น ๆ มาเป็นของตน ผู้ที่มีกิเลสหนาความโลภก็จะมาก จิตก็จะคิดตามอำนาจของกิเลส แม้ผิดกฎหมายก็จะทำ เช่น ใช้วาจา โกหก หลอกลวง ใช้กายไปฉกชิง วิ่งราว จี้ปล้น หรือวิธีอื่น ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ โดยไม่กลัวบาป กลัวโทษจากกฎหมายบ้านเมือง สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น นี่คือกิเลสความโลภ เป็นนายของจิต

ขณะที่ กิเลสความโกรธ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อความโกรธครอบงำจิต ความโกรธก็จะใช้ให้จิตคิด โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ปองร้าย คิดทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น โดยใช้วาจาและกายประกอบกรรมชั่วต่าง ๆ โดยไม่คำนึงว่า จะผิดกฎหมาย ผิดครรลองครองธรรม หรือผิดจารีตประเพณี ทำความเดือดร้อนให้กับตนเอง ผู้อื่น และประเทศชาติบ้านเมือง นี่คือกิเลสความโกรธ เป็นนายของจิต

ขณะที่ กิเลสความหลง คือความรักใคร่พอใจ ในสิ่งต่าง ๆ กิเลสก็สั่งจิตให้ยึดมั่น ถือมั่น ว่าเป็นความสุข เช่น พอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ และลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความหลง ก็สั่งจิตให้คิด รักใคร่พอใจ เมื่อตาเห็นรูปที่สวย หูได้ยินเสียงอันไพเราะ เมื่อจมูกได้กลิ่นหอม เมื่อลิ้นได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อย เมื่อกายสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน นุ่ม ก็เกิดอารมณ์รักใคร่ พอใจ แล้วยึดติดในสิ่งต่าง ๆ หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็เช่นเดียวกัน เมื่อพอใจรักใคร่ในสิ่งใดกิเลสความหลงก็จะใช้ให้จิตคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข จึงคิดไขว่คว้าหามาเป็นของตน นี่คือกิเลสความหลงเป็นนายของจิต

เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่ากิเลสทั้ง 3 อย่าง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นนายของจิต คอยสั่งจิตให้แสดงออกมาทางวาจา ทางกาย ให้ทำตามอำนาจของกิเลสข้อใดข้อหนึ่งที่ครอบงำจิตในขณะนั้น


ปัญญาเป็นนายของจิต

ปัญญา คือ ความรอบรู้ ทั้งทางโลกและทางธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามนุษย์ เกิดมามีแต่ความทุกข์ เพราะมีกิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำจิต ผู้มีปัญญา ก็จะคอยระวังจิตไม่ให้เป็นทาสของกิเลส เช่น

เมื่อกิเลส ความโลภเกิดขึ้น ปัญญาก็จะเตือนจิตไม่ให้ลุ่มหลง มัวเมา กับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ปัญญาชี้ให้เห็นว่าทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ มีความทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ต้องสูญสลายไปตามกาลเวลา ทุกอย่างไม่ใช่ของเราและไม่ใช่ของใคร เพราะเมื่อตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้เลย ควรแบ่งปันทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ให้ทานกับผู้ที่ควรให้ เมื่อจิตคิดได้ดังนี้แล้ว ความโลภก็จะคลายลงแล้วปัญญาก็จะนำคำสอนของพระพุทธองค์มาอบรมสั่งสอนจิตอยู่เสมอ ๆ ความทุกข์ที่เกิดจากความโลภ ก็จะหมดไปในที่สุด นี่คือปัญญา เป็นนายของจิตที่ถูกความโลภครอบงำ

เมื่อกิเลส ความโกรธเกิดขึ้น ปัญญาก็จะคอยอบรมสั่งสอนจิต ไม่ให้โกรธ เพราะเมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้วเป็นทุกข์และสามารถทำความชั่วได้ทุกอย่าง เช่น คิดอาฆาตพยาบาท ปองร้าย ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ปัญญาก็จะนำคำสอนของพระพุทธองค์มาอบรมสั่งสอนจิตให้เห็นโทษของความโกรธ ให้มีความรัก ความสงสารต่อผู้อื่น ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความโกรธจะลดลง และหมดไปในที่สุด นี่คือ ปัญญาเป็นนายของจิตที่ถูกความโกรธครอบงำ

เมื่อกิเลส ความหลงเกิดขึ้น จิตก็จะเกิดความพอใจรักใคร่ลุ่มหลงมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ในรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เพราะความหลงเข้าใจผิดว่าทุก ๆ อย่างทำให้มีความสุข ผู้มีปัญญา รู้ว่าจิตถูกกิเลสครอบงำแล้ว ก็จะใช้ความรู้จากคำสอนของพระพุทธองค์ที่ศึกษาและรู้ตาม นำมาสอนจิตให้คิดว่า สิ่งต่าง ๆ ที่จิตยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เป็นความพอใจที่เกิดจากกิเลสความหลง แท้ที่จริงแล้วความสุขที่ได้รับนั้น มันเป็นความสุขที่อิงอามิส ซึ่งมีความทุกข์รวมอยู่ด้วย เราจะทุกข์กับสิ่งต่าง ๆ เพราะไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน แม้ตัวเราเองก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และจะต้องตายในที่สุด เมื่อจิตถูกปัญญาอบรมสั่งสอนให้เข้าใจ ว่ามีความรักสิ่งใด สิ่งนั้นต้องทำให้เกิดทุกข์ ก็จะคลายความทุกข์ลง และระวังไม่ให้กิเลสความหลงมาเป็นนายของจิตอีกต่อไป ความทุกข์ที่เกิดจากความหลงก็จะหมดไป
นี่คือปัญญาเป็นนายของจิตที่ถูกความหลงครอบงำ
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า พลังแห่งปัญญาเป็นนายของจิต และพลังแห่งกิเลสก็เป็นนายของจิต เช่นกัน ส่วนกายนั้นเป็นบ่าวของจิตจริง เพราะทำตามคำสั่งของจิตเสมอ ไม่ว่าจิตนั้นจะอยู่ภายใต้ อำนาจของปัญญา หรือกิเลสก็ตาม บางครั้งจะเห็นได้ว่าจิตอยู่เฉย ๆ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีความดีใจ หรือเสียใจ ที่เรียกว่าอุเบกขาอารมณ์ เพราะจิตในขณะนั้นไม่ถูกปัญญาหรือกิเลสครอบงำ

ขอทุกท่าน จงคิด พิจารณาว่า เมื่อเกิดมีสิ่งใดมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะคิดตามสิ่งที่มากระทบทันที ให้สำรวจดูว่าเรื่องที่จิตคิดในขณะนั้น เกิดจากอำนาจของกิเลสหรือปัญญา แท้ที่จริงแล้ว กิเลสและปัญญาต่างหากที่เป็นนายของจิตและกาย
...ที่มา...

30 September 2010

พรสวรรค์ คืออะไร

       คำว่าพรสวรรค์ ส่วนมากสังคมเค้าจะนิยมใช้เรียกคนที่มีความสามารถ เช่น เด็กที่สามารถเล่นดนตรีได้เก่งกว่าผู้ใหญ่ มีควาามจำที่ดีกว่าคนธรรมดา ฉลาดกว่าคนอื่นๆมากหรือเก่งเกินวัยอะไรประมานนั้น มันก็น่าแปลกว่าทำไมสวรรค์ถึงไม่ให้พรกับทุกคนนะ ^ ^
       แท้ที่จริงแล้วตัวเราเองต่างหากที่เป็นให้คนพรตัวเอง ก็คือเป็นเรื่องของกรรม กรรมมี 2 ลักษณะ คือ ทำความดีเรียกว่ากรรมดี ทำความชั่วเรียกว่ากรรมชั่ว ผู้ที่ได้ทำความดีมามากกรรมก็จะส่งผลให้ได้ผลที่ดี อย่างเช่น เด็กที่สามารถเล่นดนตรีได้เก่งกว่าผู้ใหญ่ก็เนื่องมาจากอดีตเคยได้ให้วิชาความรู้ในด้านดนตรีเป็นวิทยาทานมามาก  คนที่มีความจำดีกว่าคนธรรมดาสามัญก็เนื่องมาจากอดีตเคยได้ฝึกสมาธิ มีสมาธิในการเรียน การทำงาน หรืออื่นๆมามาก เมื่อถึงปัจจุบันกรรมก็ส่งผลให้เป็นผู้ที่มีความจำดี
       ที่คนหรือสังคม เรียกว่า "พรสวรรค์" ก็เนื่องมาจาก ไม่ได้ศึกษาเรื่องของกรรม จึงไม่รู้ว่ามันมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุอะไรที่ทำแล้วได้ผลแบบนี้แบบนั้น ผู้ที่ไม่ได้ศึกษา ไม่เข้าใจเรื่องกรรม ก็เลยยกให้สวรรค์ไปว่าเป็นผู้ที่ให้พร ดังนี้แล

       จะขอกล่าวถึงเรื่องของกรรมเพิ่มเติมนะครับ  เรื่องของกรรมเป็นเรื่องของเหตุและผล  ถ้าเราไม่สร้างเหตุแล้วผลมันจะส่งมาได้อย่างไร ผู้ที่มีอยู่มีกิน มีฐานะ มีรูปร่างหน้าตาดี สุขภาพดีไม่มีโรค มีอายุที่ยืนยาว ก็เนื่องมาจากอดีตผู้นั้นเคย ให้ทาน ถือศีล ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก  ไม่เบียดเบียนสัตว์ ช่วยเหลือสัตว์
ตรงกันข้ามผู้ที่เป็นคนยากลำบาก จะกินเข้าไปยังไม่ค่อยจะมี  หน้าตาน่าเกลียด ยากจนข้นแค้น มีแต่โรคภัยไข้เจ็บ อายุสั้น ก็เนื่องมาจากอดีตผู้นั้นไม่เคย ให้ทาน  ไม่นำศีลมาปฏิบัติ  ดูถูกเหยียดหยามคนจนไม่ช่วยเหลือเจือจุน เบียดเบียนชีวิตสัตว์น้อยใหญ่เขาเหล่านั่นจึงต้องมารับผลอย่างนี้แล

       สรุป ท่านทั้งหลายควรสร้างเหตุที่ดี  เพื่อจะรับผลที่ดีจากการกระทำของตัวท่านเอง ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร  ถ้าทำความดีเกินกว่าที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะไปเกิดบนสวรรค์ ถ้าทำความดีมากกว่าจะเกิดบนสวรรค์สามารถกำจัดกิเลสให้หมดจากจิตได้ ก็จะเข้าสู่นิพพานไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

25 September 2010

ผู้ที่ไม่แต่งงาน จะตกนรก จริงหรือไม่

        ข้าพเจ้าว่าไม่จริง ไม่มีเหตุผลพอที่คนที่ไม่แต่งงานจะตกนรก เพราะไม่ได้ทำความชั่วใดๆ คำพูดที่ว่าใครไม่แต่งงานต้องตกนรก เป็นคำพูดของ พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มาตั้งแต่ในอดีต เพราะท่านเหล่านั้นต้องการให้ลูกหลานแต่งงาน ให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ มีพ่อ แม่ ลูก เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป และมีคนมาดูแลแทน ตายก็ตายตาหลับ เป็นเพราะพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มีปัญญาน้อย เห็นการมีคู่ครองว่าเป็นสุข ที่จริงแล้วการแต่งงานเหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะมีแต่ความทุกข์ทั้งสิ้น เมื่อแต่งงานแล้วต่างก็ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา สามีก็ว่าภรรยาเป็นของตน ภรรยาก็ว่าสามีเป็นของตน เกิดความหึงหวงกันขึ้นเป็นทุกข์กลัวสามีจะนอกใจ ฝ่ายสามีก็เป็นทุกข์กลัวภรรยาจะนอกใจเหมือนกัน...อ่านต่อ...

19 September 2010

ความสุข ความทุกข์ ความสบาย แตกต่างกันอย่างไร

ความทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

ความทุกข์กาย หมายถึง ความไม่สบายกาย คือ ความเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ที่เกิดกับธาตุ ๔ และอาการ ๓๒ ที่ประกอบเป็นตัวตนของมนุษย์ทุกคน การเจ็บป่วยของร่างกาย มีทั้งอวัยวะภายนอกและอวัยวะภายใน

- การเจ็บป่วยอวัยวะภายนอก คือ ความเจ็บป่วยที่ ศีรษะ แขน ขา ด้านหน้า ด้านหลัง เป็นต้น เช่น เกิดอุบัติเหตุ หัวแตก หูขาด ปากฉีก ฟันหัก แขน ขาหัก แขนขาด ขาขาด เป็นต้น นี้คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายนอกของร่างกาย

- การเจ็บป่วยอวัยวะภายใน คือ เจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคเกี่ยวกับสมองโรคปอด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะ โรคลำไส้ เป็นต้น นี้คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายในของร่างกาย ยังมีความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งผิดปกติจะเกิดทุกข์ขึ้นทันทีเช่น...อ่านต่อ...

09 September 2010

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

เกิดขึ้น หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้

ตั้งอยู่ หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ จะตั้งอยู่เป็นเวลานานเท่าใด ขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น 

ดับไป หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ ย่อมดับไปตามกาลเวลา ขึ้นอยู่กับอายุขัยของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มี ๒ อย่าง คือรูปธรรม และนามธรรม

๑. รูปธรรม คือ สิ่งที่มองเห็น และจับต้องได้

๒. นามธรรม คือ สิ่งที่มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้ ไม่มีรูปแต่มีชื่อ ...อ่านต่อ...

วิธีสร้าง Batch file สำหรับรัน java

วิธีทำ jar file, วิธี export eclipse project java เพื่อทำ jar
ก่อนอื่นนะครับ ต้องไป export project java ให้ได้เป็น .jar มาก่อนตามนี้

  1. file > export... > java > jar file จากนั้น ให้เลือกตัว src หรือ folder อื่นๆที่ต้องการด้วย และทางด้านขวาไม่ต้องเลือก ต่อมาก็เลือกที่เก็บไฟล์ jar ที่
    select export destination เสร็จแล้ว Next > ไป 2 ครั้ง
  2. เสร็จแล้ว Browse เลือก main ของโปรเจค แล้วกด Finish เป็นอันเสร็จ
  3. ทำ batch file สำหรับขั้นตอนนี้ถ้ามี library ของคุณเองด้วยก็นำมาทำด้วยนะครับ
    ก่อนอื่นสร้าง folder ไว้ 1 folder เอาไฟล์ jar ที่ export มาใส่ไว้
    สร้าง folder ข้างในชื่อ lib ให้เอา library ของคุณมาใส่ไว้ในนี้
    สร้างไฟล์ text ขึ้นมาแก้ไขไปดังนี้
    set CLASSPATH=.;%CLASSPATH%
    java -cp "lib\ojdbc14.jar;project.jar" MainFrame
    pause
    


    ojdbc14.jar เป็น library ของผม ส่วน project.jar เป็นไฟล์ที่ได้จากการ export
    เสร็จแล้วจึง save เป็น "ชื่อไฟล์.bat" ห้ามมี enter ว่าง จากนั้นลองรันดูเลยครับ

    อย่าลืม set path java(ตัว jvm path) นะครับ ดูได้ที่นี่

    25 August 2010

    วิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์

    เห็น คือ (เห็นกิเลส)มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ว่าจิตเราถูกกิเลสครอบงำเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด

    คิด คือ คิดที่จะชำระกิเลสให้หมดไปจากจิตให้ได้

    ตั้งใจ คือ ตั้งใจมอบกายถวายชีวิต ตายก็ยอมเพื่อจะชำระกิเลสให้ได้

    พูด คือ ต้องมีศีลข้อ 4 มากำกับ เพื่อให้พูดแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

    อาชีพ คือ เลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ปัจจัย 4 ต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์

    งาน คือ งานที่ทำต้องไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดธรรม รับผิดชอบหน้าที่อย่างเต็มที่เต็มใจ ทุกอย่างที่ได้มาจากงานต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์เท่านั้น

    เพียร คือ (พยายาม + อดทน) ไม่ให้บาปเกิด ไม่ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ ละชั่วให้ได้ สร้างความดีสร้างปัญญาให้เกิดในสันดาน สุดท้ายคือรักษาความดีนั้นไว้ไม่ให้เสื่อม

    สติ คือ ต้องระลึกกอยู่ตลอดเวลา ระวังจิต ระวังอารมณ์ ไม่ให้กิเลสครอบงำ

    พิจารณาว่าจิตเศร้าหมองเพราะเหตุใด  ผ่องใสเพราะเหตุใด

    สำรวจ 8 อย่างนี้ทุกๆวัน ถ้าผิดพลาดอันใดก็ต้องพยายามตั้งใจใหม่อย่างจริงใจ และสุดท้ายต้องสมบรูณ์ซึ่ง 8 อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะถึงปลายทางเอย...ดูเพิ่ม...

    24 August 2010

    สี่คนหาม สามคนแห่ คนเดียวนั่งแคร่ สองคนพาไป

    สี่คนหาม หมายถึง ตัวเราที่ประกอบไปด้วย ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

    ธาตุดิน หมายถึงหนัง ขน เล็บ กระดูก เนื้อ หัวใจ ตับ ไต ไส้น้อย ไส้ใหญ่ เป็นต้น
    ธาตุน้ำ หมายถึงน้ำตา น้ำลาย น้ำเหลือง น้ำเลือด เป็นต้น
    ธาตุลม หมายถึงลมหายใจ และลมเข้า ออกทุกทวาร
    ธาตุไฟ หมายถึงความร้อนในร่างกาย

    เราจะมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะธาตุทั้ง ๔ ถ้าขาดธาตุใดธาตุหนึ่ง เราก็จะไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ต้องตาย เช่น ขาดธาตุดิน ไม่มีหนัง ขน เล็บ กระดูก เนื้อ หัวใจ ตับไต ไส้น้อย ไส้ใหญ่ เป็นต้น ก็ต้องตายเช่นกัน ขาดธาตุน้ำ ไม่มีน้ำเลือด น้ำเหลือง และน้ำอื่น ๆ หล่อเลี้ยงร่างกาย ก็ต้องตาย ขาดธาตุลม ไม่มีลมหายใจเข้าออก ก็ต้องตาย ขาดธาตุไฟ ร่างกาย จะขาดความร้อน ความอบอุ่น ร่างกายก็จะเย็นและตายในที่สุด

    เพราะฉะนั้น คำว่า สี่คนหาม หมายถึง ธาตุทั้ง ๔ ที่หามร่างกายเราไว้ให้มีชีวิตอยู่ประกอบขึ้นเป็นตัวตน บุคคล และเคลื่อนไหวได้ ดังที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ นี่คือ ความหมายของคำว่า “ สี่คนหาม ” ...อ่านต่อ...

    14 August 2010

    ปัจจัย ๔ รูปธรรม และ ปัจจัย ๔ นามธรรม

    สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ คือ ปัจจัย ๔ มีดังนี้
    ๑) อาหาร
    ๒) เครื่องนุ่งห่ม
    ๓) ที่อยู่อาศัย
    ๔) ยารักษาโรค

    สิ่งที่สำคัญที่สุดในจิตใจของมนุษย์ มีปัจจัย ๔ อย่าง ดังนี้
    ๑). อาหารของจิตใจ
    ๒). เครื่องนุ่งห่มของจิตใจ
    ๓). ที่อยู่อาศัยของจิตใจ
    ๔). ยารักษาโรคของจิตใจ

            ๑) อาหาร หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ นำมาเลี้ยงร่างกายประจำวัน ตั้งแต่ เกิดจนตาย เช่น ข้าว น้ำ เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ต่าง ๆ เป็นต้น แล้วแต่ผู้ใดจะนำสิ่งใดมาเลี้ยงร่างกาย ตามฐานะความเป็นอยู่ของแต่ละบุคคล เพราะร่างกายของมนุษย์จะขาดอาหารไม่ได้ ถ้าขาดอาหารก็ต้องตายในที่สุด อาหารจึงเป็นมีความสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ...อ่านต่อ...

    10 August 2010

    คุณธรรม และ จริยธรรม หมายความว่าอย่างไร

    คุณธรรม และ จริยธรรม หมายความว่าอย่างไร

    ๑. คุณธรรม
    คุณธรรม เป็นนามธรรมเป็นเรื่องของจิตที่มีหน้าที่คิด ตามสิ่งต่างๆที่มากระทบ เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ใจเป็นทุกข์ เป็นสุข ทำให้คิดถึงอดีต ปัจจุบันและอนาคต วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะเป็นธรรมชาติของจิตที่มีหน้าที่คิด

    คุณ ในข้อนี้ หมายถึง ความคิดที่ดีมีประโยชน์ ต่อตนเองและผู้อื่น

    ธรรม ในข้อนี้ หมายถึง คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านตรัสสอนตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาแล้ว กับมวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ร่วมกันในโลกนี้

    คุณธรรม หมายถึง ธรรมชาติที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์มีชีวิต จิตใจ มีสติ ปัญญา มีความรู้สึกนึกคิดที่ดีกันทุกคน หรือที่เรียกว่า “ คิดดี ” ส่วนจะมีมากหรือมีน้อยแตกต่างกันไป

    ๒. จริยธรรม
    จริยธรรม เป็นรูปธรรม เป็นเรื่องของการแสดงออกทางกาย ทางวาจา

    จริย หมายถึง การแสดงออกทางกาย ทางวาจา ของมนุษย์

    ธรรม ในข้อนี้หมายถึง ธรรมชาติของมนุษย์ที่มีกาย วาจา เป็นสื่อภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

    จริยธรรม หมายถึงการแสดงออกทางกาย ทางวาจา
    การแสดงออกทางกาย คือ ทำแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น รวมทั้งประเทศชาติบ้านเมือง เรียกว่า “ ทำดี ”...อ่านต่อ...

    09 August 2010

    ศาสนาคืออะไร

    ศาสนา คืออะไร
    ศาสนา มีไว้เพื่ออะไร 
    หลักคำสอน พระพุทธศาสนา มีอะไรบ้าง

    ๑. ศาสนา คืออะไร ศาสนาคือคำสอนขององค์พระศาสดาแต่ละพระองค์ เช่น
        - ศาสนาคริสต์ คือ คำสอนของพระเยซูเจ้า
        - ศาสนาอิสลาม คือ คำสอนของพระอัลลอฮ์ มีศาสดาชื่อมุฮัมมัด นับถือพระเจ้าองค์เดียวคือพระอัลลอฮ์
        - ศาสนาพุทธ คือ คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
        - ศาสนาอื่น ๆ ก็คือ คำสอนขององค์ศาสดาแต่ละพระองค์ตามศาสนาหรือลัทธิความเชื่อของศาสนานั้น ๆ

    ๒. ศาสนามีไว้เพื่ออะไร

        - ศาสนาทุกศาสนามีไว้เพื่อสอนให้มนุษย์ละชั่วประพฤติดี
        - ศาสนาพุทธหรือพระพุทธศาสนา มีไว้เพื่อสอนให้มนุษย์ละเว้นการประพฤติชั่ว ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ประพฤติแต่ความดี ด้วยกาย วาจา ใจ และชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ จากกิเลสทั้งสามอย่าง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่ครอบงำจิตใจให้หมดสิ้นไป

    ๓. หลักคำสอนของพระพุทธศาสนามีอะไรบ้าง หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา มีไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติตาม โดยแบ่งลำดับขั้นจากระดับต้นถึงระดับสูง ดังนี้
    - ทาน
    - ศีล
    - สมาธิ
    - ปัญญา
    ทาน คือ การให้ แบ่งได้ ๔ ประเภท ดังนี้
      ๑) อามิสทาน
      ๒) วิทยาทาน
      ๓) อภัยทาน
      ๔) ธรรมทาน
     ...อ่านต่อ...

    08 August 2010

    [java]วิธีเปลี่ยน Icon (how to change icon JFrame,JDialog,JInternalFrame)

    วันนี้จะนำเสนอการเปลี่ยน icon ที่ทำเผินๆแล้วเหมือนจะเปลี่ยนได้โดยง่าย ของอย่างนี้มีทริปนิดนึงครับ ทริปที่ว่านี้คือใช้ Toolkit ของจาวา ครับ

    การ set Icon ของ JFrame
    import java.awt.Toolkit;
    
    frame.setIconImage(Toolkit.getDefaultToolkit().getImage("icon/frame.gif")); 
    

    การ set Icon ของ JDialog
    import java.awt.Toolkit;
    
    dialog.setIconImage(Toolkit.getDefaultToolkit().getImage("icon/table.gif"));
    

    การ set Icon ของ InternalFrame
    //อันนี้ ธรรมดาเลยครับ
    internalframe.setFrameIcon(new ImageIcon("icon/table.gif"));
    

    02 August 2010

    [java] การใช้ Labeled continue ใน for loop

    Java ยอมให้มีการใช้ label ในการหยุดและเริ่มการประมวลผลใหม่ ซึ่งโปรแกรมเมอร์หลาย ๆ ท่านไม่
    ค่อยจะเห็นด้วยกับการใช้การประมวลผลในลักษณะนี้เท่าใดนัก เรามาดูตัวอย่างกัน
    /* LabledContinue.java */
    import java.io.*;
    class LabeledContinue {
    public static void main(String[] args) {
        label: for(int row = 1; row <= 10; row++) {
                   System.out.println();
                    for(int column = 1; column <= 10; column++) {
                        if(column > row)
                          continue label; //goto label
                        System.out.print("*");
                     }
                   }
       }
    }
    

    เราได้ดัดแปลงโปรแกรม Continue.java ของเราสำหรับการแสดงการใช้ labeled continue ในโปรแกรม LabeledContinue.java เรากำหนดให้มี identifier ที่มีชื่อว่า label อยู่ก่อนหน้า for loop ด้านนอกของเรา ซึ่งต้องมีเครื่องหมาย ':' ตามหลังเสมอ และในการใช้ continue ใน for loop ด้านในนั้นเราจะต้องมี identifier ที่เราใช้ตามหลัง continue เสมอ การประมวลด้วย labeled continue ก็ไม่ยากนักที่จะทำความเข้าใจ เมื่อค่าของ column มากกว่าค่าของ row การทำงานใน for loop ด้านในก็สิ้นสุดลงและไปเริ่มต้นใหม่ที่ for loop ด้านนอก เพราะนั่นเป็นที่ที่มี label อยู่ การทำงานแบบนี้ก็เหมือนกับการกระโดดไปยังตำแหน่งที่เราต้องการจะไปนั่นเอง ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่เราได้ตั้งไว้